065-964-6326

การทำตาสองชั้น มี 2 แบบ คือแบบเย็บแบบจุด และแบบกรีดเปิดหนังตา แต่ละแบบต่างกันอย่างไร ใครเหมาะกับแบบไหน และวิธีการจัดการกับหนังตา ไขมัน และกล้ามเนื้อตา ทำได้อย่างไรบ้าง บทความนี้หมอจะมาเจาะลึกการทำตากันครับ

ตอนนี้ปัญหาที่คุณหมอเจอบ่อย ก็คือจะมีคนไปทำตาเยอะแยะมากมายด้วยวิธีต่าง ๆ และอาจจะมีเส้นที่ไม่ธรรมชาติ หรือมีความผิดปกติ ดูแล้วไม่เหมือนตาธรรมชาติ แม้เราจะทําศัลยกรรมตกแต่ง เราก็จะต้องให้มันดูเป็นธรรมชาติด้วย

ทำตาสองชั้น ฉบับสมบูรณ์

เทคนิคการทำตา 2 ชั้น

ทุกคนคงทราบว่าการทําตาสองชั้นมีอยู่ 2 แบบ ก็คือการเย็บเป็นจุด และการกรีดเปิดแผลยาว

1. วิธีทำตาแบบเย็บเป็นจุด

ทำได้ในกรณีในคนอายุน้อยและต้องไม่มีหนังเกิน เพราะว่าเราไม่จําเป็นต้องตัดหนัง ถ้าเย็บเป็นจุด เราจะตัดหนังตลอดไม่ได้นะครับ มันคือการเย็บให้เกิดหลุม หรือแผลเป็นในรอยชั้นตา ในแนวที่เราอยากจะให้เกิดเป็นเป็นชั้นตา หรือตามแนวที่วาดนั่นเอง ซึ่งอาจมีการเจาะแผลเล็ก ๆ ด้วย เพื่อเอาไขมันออกในบางส่วน อาจจะเจาะตรงกลางออกไปด้านข้างนิดหนึ่ง เพื่อเอาไขมันตรงหางตาที่ตุ่ย ๆ ออก อันนี้ทําได้บ้างนะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมจะต้องเป็นคนที่ไม่เคยทํามาก่อน หรือมักจะเป็นเคสใหม่นั่นเองนะครับ

เทคนิคการทำตา

2. วิธีทำตาแบบเปิด หรือวิธี Open นั่นเอง

ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด จะมี 3 ส่วนที่เราจะต้องเข้าไปจัดการ ก็คือ หนังตา ไขมัน และกล้ามเนื้อ อันนี้เป็นหลัก ๆ นะครับ

หนังตา

ทีนี้มาดูกันว่าหนังตา สิ่งที่เราจะทําก็คือว่าเราจะวาดและเปิดตามแนวชั้นที่เป็นชั้นตาธรรมชาติ เน้นว่าให้แผลอยู่ในชั้นตาธรรมชาติที่เกิดรอยพับของหนังตาตั้งแต่เราเกิด จากการลืมตาเป็นพัน ๆ ล้าน ๆ ครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าดูให้ดี แม้ว่าคนไม่มีชั้นตาเลยก็จะมีแนวนี้อยู่ ให้ยึดเส้นนั้นเป็นแผล เพราะฉะนั้นมันจะไม่ดูหลอก และไม่ใช่ว่าจะเตี้ย เพราะเราสามารถที่จะเย็บยืดตรงนี้ได้ มันก็จะเกิดชั้นที่ธรรมชาติขึ้น

แนวชั้นที่เป็นชั้นตาธรรมชาติ

ส่วนหนังที่เราจะเอาออก เราก็จะดูว่ามันมีมากแค่ไหน โดยจะต้องเหลือไว้ให้ผู้ป่วยหลับตาได้ ไม่ใช่ตัดออกจนแห้ง และจะต้องเหลือระยะที่จะทบ

สมมติเรามีแผลอยู่แนวนี้ เราจะต้องเหลือเนื้อที่มันจะทบปิดแผล ที่เราจะผ่าตัดเพื่อให้เกิดเป็นตาสองชั้นด้วยเพราะฉะนั้นรอยแผลที่เกิดขึ้นก็จะเหมือนเป็นรอยเล็ก ๆ นั่นเอง แต่รอยที่จะลงมีความสําคัญมาก เพราะว่ามันคือแนวชั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราวาดไม่ดี ทรงจะแปลก

คุณหมอบางคนจะใช้เวลาวาดตรงนี้นานมากเลย บางทีนานเป็นชั่วโมงเลยสําหรับการวาดในแพทย์บางท่าน เพราะอาจจะดูไม่ออกว่าเส้นธรรมชาติ หรือเส้นอะไรอยู่ตรงไหน แต่ว่าถ้าเราลงไปตามเส้นธรรมชาติและเราดูออก มันก็จะไม่นานคือวาดก็วาดแป๊บเดียว

และมีอีก Trick หนึ่งที่คิดว่าอยากได้ชั้นโต เขาก็ไปกรีดเหนือเส้นนี้ สุดท้ายตาจะปรือ ๆ บวม ๆ และดูไม่ธรรมชาติ

เส้นชั้นตาไม่สูงเกิน 1 ใน 3 ของระยะระหว่างขนตากับใต้คิ้ว

เส้นชั้นตาไม่สูงเกิน 1 ใน 3 ของระยะระหว่างขนตากับใต้คิ้ว

และนอกจากนี้ สิ่งที่เราจะดูเส้น คือเส้นชั้นตาไม่สูงเกิน 1 ใน 3 ของระยะระหว่างขนตากับใต้คิ้ว ถ้าสูงเกินไป โดยเฉพาะเกินครึ่งจะดูแปลก ๆ แล้ว ยกเว้นในกรณีที่เป็น Caucasian หรือเป็นฝรั่ง ชั้นตาเขาจะโตหรือจิกมาก ก็จะให้ลงตามแนวชั้นธรรมชาติของเขาที่มีอยู่แล้ว ซึ่งในคนเอเชียแนวชั้นอาจจะสูงจากขนตาสัก 6-8 มิล ค่อนข้างใหญ่แล้ว ไม่ถึงเซนนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นฝรั่งอาจจะประมาณ 10-12 มิล บางคน 13-15 มิลได้เลย

เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับคน มันจะมีเส้นธรรมชาติอยู่ เราเห็น เราก็ลงตามเส้นนั้น บางทีไม่ต้องวัดด้วยว่าเท่าไรใช้สายตาและดู ถ้าเป็นแนวธรรมชาติ มันจะไม่ผิดธรรมชาติ

และอีกอันหนึ่ง ก็คือบางคนหางตาตก หวังว่าจะยกหนังตา และกรีดยาวเลยขอบกระดูกนี้ไป สุดท้ายมันจะตกลงมาตามขอบกระดูกนี้ และจะกลายเป็นแผลยาว ๆ หรือว่าบางคนหวังว่าจะให้เกิดหางหงส์เล็ก ๆ มันจะดูช้อยและไม่ธรรมชาติ โดยเฉพาะในผู้ชายไม่ควรทํา ถ้าหางตาตก หลังจากนี้เราไม่ควรจะกรีด ไม่ควรจะแก้ปัญหาหนังตาตกด้วยการทําตา

ยกหางคิ้ววิธีใดวิธีหนึ่งถึงจะแก้ปัญหา

เลยจากตรงนี้ไปเป็นยูนิตของคิ้ว ยูนิตของหนังที่อยู่ตรงขอบกระดูกนี้ ซึ่งต้องเป็นวิธีที่จะยกหางคิ้ววิธีใดวิธีหนึ่งถึงจะแก้ปัญหา และไม่ควรจะแก้ปัญหาเรื่องหางตาตกยาว ๆ ด้วยการกรีดแผลยาว สุดท้ายจะเป็นแผลเป็นนะครับ มองเห็นด้วย และออกไปทางข้าง ๆ ซึ่งจะยาวเกินไป

ไขมัน

อันที่ 2 ไขมัน จะต้องดูให้แน่ ๆ ดูให้ชัวร์ว่าตกลงมันขาดหรือเกินกันแน่ ไม่ควรจะเอาออกมากเกินไป ปัญหาที่เจอก็คือส่วนใหญ่พอเป็นคนเอเชียตาตุ่ยใช่ไหม จะเอาไขออกก็เอาออกซะเกลี้ยงเลย สุดท้ายตาแห้ง ตาโหล มันจะเกิดรอยใต้คิ้วอีกรอยหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่ออายุเยอะขึ้น มันก็จะเป็นตาโหล ๆ ไปนะครับ

เมื่ออายุเยอะขึ้น มันก็จะเป็นตาโหล

ส่วนใหญ่คุณหมอมักจะเก็บบ้าง ส่วนคนที่เยอะ ๆ ก็อาจจะเอาออกแหละ แต่เอาออกเฉพาะส่วนที่เป็นตุ่ยหางตา หรือว่าเก็บเฉพาะตรงกลางตาไว้ หรือในคนที่เคยทํามาแล้ว และยังเหลืออยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะไปตุ่ย ๆ อยู่หางตาและจะย้ายมาวางตรงกลาง ๆ โดยเฉพาะคนสูงอายุมีหัวตาตุ่ย ๆ ด้วย ตรงนี้จะมี Fat Pocket อีกอันหนึ่ง ซึ่งแยกกับตรงกลางตา ตรงหัวตานะครับ ถ้าหนังหย่อนแล้วและตุ่ยขึ้น เราก็อาจจะเอาออก

ในขณะที่ตรงกลางตามักจะหายหรือว่าแห้ง เราก็เอามาเติมได้เหมือนกันหรือในคนที่ตาโหลหรือว่าเคยทํามาจนตาแห้ง เอาไขมันออกไปเยอะมากจนตาโหลกลายเป็นสองชั้น แต่มีหลุมข้างบน

อาจจะต้องใช้ไขส่วนหนึ่งมาเติม จะเป็นการดูดไมโครแฟตจากท้อง หรือจากอะไรมาเติมในจุดนี้ก็ได้ และสุดท้าย อันนี้เป็นสเปซที่อยู่ในเยื่อบุ ใต้เยื่อบุชั้นตาหน้ากล้ามเนื้อ การเติมในแผลผ่าตัด เราก็จะเติมในช่องนี้

จะเป็นการดูดไมโครแฟตจากท้อง หรือจากอะไรมาเติมในจุดนี้ก็ได้

แต่ว่าถ้าคนที่ตาแห้งจริง ๆ สุดท้ายหลังจากทําตรงนี้เสร็จแล้ว อาจจะมาฉีดไมโครแฟตเพิ่ม แต่ว่าเราจะฉีดคนละระดับกัน ถ้าเราฉีดไมโครแฟตเพิ่มเพื่อให้หนังตาเต็มขึ้น เราจะฉีดตรงแถว ๆ เยื่อบุกระดูกใต้ขอบตาหรือว่า Periostium แถว ๆ นี้ ซึ่งจะคนละสเปซกัน แต่ว่าควรจะทําคนละครั้งกัน ทำตรงส่วนของตาให้ดีที่สุดและหายก่อน และดูว่ามันยังเหลือไหมที่เราจะต้องเติมไขมันอยู่

อันนี้เป็นทริกนิดหนึ่ง เพราะว่าถ้าทําไปพร้อมกันจะกลายเป็นบวมตุ่ย มันจะกดและจะกลายเป็นว่าไขมันตาย และอาจจะมีเขียว มีช้ำเยอะเกินไป จุดการเติมไขมัน 2 สเปซนี้ ไม่ควรทําพร้อมกัน

กล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อที่เราใช้ลืมตา เรียกว่า Levator Palpebrae ซึ่งมาจากหลังลูกตาและยกอ้อมมาด้านหน้า แล้วมายกหนังตาเราขึ้น ชั้นนี้แหละ เป็นตัวกําหนดชั้นตาว่าตึง/ไม่ตึง แต่ปัญหาของการผ่าตัดที่จะหาชั้นนี้ให้เจอแน่ ๆ มันเป็นชั้นกล้ามเนื้อบาง ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชํานาญ ลูกตามันกลมใช่ไหมครับ มันมีโอกาสที่จะทําให้เกิดการตัดชั้นนี้ขาดไป และทําให้ตาตกได้เลยถาวร

หรือว่าถ้าขาดบางส่วนก็อาจจะตาตก ๆ หน่อย ถ้าขาดไปเลยก็อาจจะตาปิดเลย ซึ่งความไม่ชํานาญในการผ่าตัดและหาชั้นนี้ไม่เจอ มันจะใช้เวลามาก โดยเฉพาะคนที่บอกว่าทํานานมาก ๆ ปัญหาจะอยู่ตรงนี้ครับ คือเขาอาจจะหาชั้นนี้ไม่เจอ และความชํานาญอาจจะไม่พอ อาจจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงเลยก็มี

ส่วนใหญ่การทําตาทั่วไปก็มักจะอยู่ในชั่วโมงหนึ่ง ส่วนใหญ่จะไม่เกินนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใช้เวลาหาตรงนี้มาก ใช้เวลาวาดเส้นมาก จากที่เราไม่รู้ว่าเส้นอยู่ไหนก็จะใช้เวลาค่อนข้างมาก มัน Vary ได้ในแพทย์หลาย ๆ ท่าน อาจจะเร็วแค่ครึ่งชั่วโมงถึง 40 นาที 1 ชั่วโมง บางคนทํา 2-3 ชั่วโมงเลย หรือมากกว่านั้นก็มีในการทําผ่าตัดตา ขึ้นอยู่กับความชํานาญของแต่ละท่านเหมือนกัน

กล้ามเนื้อที่เราใช้ลืมตา เรียกว่า Levator Palpebrae

ปัญหาตรงนี้ ถ้าเรารู้ว่าอยู่ตรงไหนก็จะหาได้ไม่ยากมากนัก มันก็มีบางเคสที่ยากจริง ๆ เพราะว่าเคยทํามาหลายครั้ง และพังผืดเยอะมาก เราจะต้องค่อย ๆ เลาะ คือเรารู้ว่าชั้นอยู่ตรงนี้แหละ แต่ว่าถูกพังผืดยึดไป และเราจะต้องค่อย ๆ เลาะแก้ เพื่อให้กล้ามเนื้อมันฟรีหรือว่าการทํางานดีขึ้น อันนี้ยากเหมือนกัน และถ้าคนทํามาแล้ว เอาไขออกไปเยอะมาก มันจะทําให้กล้ามเนื้อชิดกับหนังตา หรือเยื่อบุตาด้านนอกเลย ซึ่งก็ต้องค่อย ๆ แยกกันนะครับ

เดี๋ยวนี้ใช้คําว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเยอะมาก ซึ่งบางทีหมอคิดว่าใช้พร่ำเพรื่อเกินไป อาจจะเป็นเพื่อการ Value Added หรือว่าการคิดสตางค์เพิ่มอะไรก็แล้วแต่ แต่ทีนี้ จริง ๆ จะมีคนที่เป็นตั้งแต่กําเนิด เป็นโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อตาตรงนี้มันไม่ Develop ดี ๆ ไม่แข็งแรง อันนั้นใช่ มันเป็นโรค

แต่ว่าถ้าเป็น Aging Process หรือว่าเป็นเรื่องของคนเราที่มีอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อตามันจะหย่อน มันจะมีการหย่อน แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะของการอ่อนแรงผิดธรรมชาติ หรืออาจจะต้องไปเย็บกระชับนะครับ

กล้ามเนื้อตรงนี้ก็อาจจะต้องไปเย็บกระชับ มันจะมีแรงตึงอยู่ประมาณนึง แรงตึงที่เราบาลานซ์ได้ว่าตึงขนาดนี้ มันตึงเป็นเป็นปกติ ซึ่งเวลาเราเข้าไปแล้ว สิ่งที่เราจะทําให้เกิดตาสองชั้นหรือการแก้ไขกล้ามเนื้อตา ก็คือว่าให้กล้ามเนื้อตามายึดกับแผงขนตา กระดูกอ่อนของแผงขนตา และยกตาขึ้นได้โดยแรงตึงที่สวยงามกําลังดี

แต่ว่ากล้ามเนื้อตา ก่อนที่จะมายึดแผงขนตา ตัวกล้ามเนื้อมันจะเริ่มกลายเป็นเยื่อบุบาง ๆ ก่อน เรียกว่า Fascia ซึ่งตัวนี้จะเกิดการหย่อนไปก่อน ถ้าพูดถึง Aging Process หรือในคนสูงอายุ แต่ถ้าเป็นตัวกล้ามเนื้อเอง ถ้าอายุเยอะมาก ๆ ตัวกล้ามเนื้อเองก็อาจจะเริ่มมีการหย่อนด้วย

ระยะที่ยกกระชับอาจจะ สมมตินิ้วโป้งเป็นขอบกระดูกหัวตา เราจะต้องเย็บกระชับขึ้นไปหากัน หรือบางคนถ้าระยะกว้างมาก ๆ เราอาจจะต้องมีการตัดหรือว่าตัดบางส่วนของกล้ามเนื้อ เพื่อให้ระยะสั้นลงและยกตาได้มากขึ้นนั่นเอง

3 วิธีเย็บแก้ไขกล้ามเนื้อตา

การเย็บแก้ไขก็จะมีอยู่ 2-3 วิธี ก็คือ

  1. อาจจะยังไม่หย่อน แต่อยากเย็บให้เกิดชั้นตา อันนี้คือในคนอายุน้อยที่จะมาทําตาสองชั้น เพราะฉะนั้นเนื้อเยื่อเหนือแผงกระดูกอ่อนตรงนี้ เราก็เย็บยึดกับตัวกล้ามเนื้อได้เลย ซึ่งก็จะทําให้เกิดชั้นตาตามแนวธรรมชาติขึ้น
  2. เย็บลดย่นระยะเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะดึงให้กล้ามเนื้อตาตึงขึ้นในคนที่มีระยะให้ตรง Fascia ยาวกว่าปกติเพื่อให้ถึงตัวเนื้อกล้ามเนื้อที่จะมาทำหน้าที่ยกตา อันนี้เย็บย่นระยะ
  3. กล้ามเนื้อตาหย่อนมากเลย ในรายที่เป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด หรือว่าคนที่สูงอายุมาก ๆ จนเรียกว่ามันย้วย มันหย่อนไปหมดแล้ว อาจจะต้องมีการเย็บระยะ หรือว่ารั้งเข้าหากัน ถ้าไกลมาก เวลาเย็บรั้งเข้าหากันอย่างเดียวจะเป็นก้อน อาจจะต้องมีการตัดบางส่วนออกบ้าง เรียกว่า Levator Advancement แต่ว่าถ้าเป็นการเย็บย่นระยะแบบที่ 2 เขาเรียก Plication หรือ Plicate นั่นเองนะครับ

เคสแก้ชั้นตาที่ใหญ่กว่าปกติ

อีกปัญหาที่หมอเจอบ่อยเวลามีเคสมาแก้ ก็คือชั้นตาใหญ่กว่าปกติ ใหญ่เลย อยากได้ชั้นโตใช่ไหมครับเลยไปกรีดตาไว้สูง ๆ และเย็บกับกล้ามเนื้อจุดสูง ๆ ทำให้ระยะการทํางานของกล้ามเนื้อสั้นลง แทนที่กล้ามเนื้อเขาจะดึงลงมาถึงข้างล่าง แล้วยกขึ้นไป พอไปเย็บไว้สูง ๆ เขาก็เต่อ ๆ กันอยู่แค่นี้แล้วก็ติดขอบกระดูกละ

พอเย็บ พอหนังเข้าไป มันก็ไปติดขอบกระดูกอีก มันก็ทําให้ตาปรือเหมือนง่วงนอน แทนที่จะได้ชั้นโต กลายเป็นว่าปรือหรือง่วงนอน

สิ่งที่เราจะต้องมาแก้ ก็คือว่าเราจะต้องแก้ Reverse หมดเลย แผลเราอาจจําเป็นที่จะต้องลงตามแผลเดิม แม้ว่ามันจะสูงเกินไป แต่ว่าการเก็บหนัง เราจะเก็บลงครับ และเอาตัวพังผืดที่ยึดอยู่กับกล้ามเนื้อตรงนี้ออกให้หมดก่อน ให้กล้ามเนื้อฟรีมากที่สุด และย้ายตําแหน่งการเกาะของกล้ามเนื้อ

จุดที่เกาะของกล้ามเนื้อตรงนั้นมักจะเป็นจุดที่ตึงพอดี สมมติตรงนี้เป็นระดับเดิม เราจะต้องดึงผิวหนังลงมาให้อยู่ในเส้นธรรมชาติมากที่สุด

ถ้าสูงมากจริง ๆ ที่เคยกรีดมาอาจจะไม่ถึงแนวธรรมชาติ แต่ว่าอาจจะต้องให้เตี้ยที่สุดเท่าที่ตาเรายังปิดได้สนิทในการเก็บหนัง แล้วเราก็ดึงกล้ามเนื้อลงมายึดกับจุดที่ต่ำลง มันก็จะเปิดตาได้มากขึ้น และจะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งอันนี้ยากพอสมควร

อยากได้ชั้นโต อยากได้ชั้นตรงไหน ก็ใช้ไม้หรือว่าใช้อะไร Marking

เพราะว่ามักจะมีพังผืดที่เราจะต้องเลาะ อันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่แพทย์หลาย ๆ ท่าน สอนกันมาว่าอยากได้ชั้นโต อยากได้ชั้นตรงไหน ก็ใช้ไม้หรือว่าใช้อะไร Marking ก็จะ Marking กันก่อนเลย และไปจุดไว้ว่าอยากได้ชั้นตรงนี้ ก็จะเย็บตรงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะสูงเกินไป เพราะว่าตําแหน่งที่เราอยากได้ คนไข้มักจะบอกว่าอยากได้ชั้นชัด ๆ หรือว่าชั้นที่โตหน่อยก็จะไปเย็บที่จุดสูง เวลาวัดจากข้างนอก เราใช้ที่จุดขึ้นไปอย่างเดียว ทาบเข้าไปอย่างเดียว

เราคิดว่าตําแหน่งนี้ ไม่ใช่ มันจะต้องดูว่าเส้นธรรมชาติที่เป็นเส้นชั้นตาที่ทบกันหลาย ๆ ครั้ง เป็นพัน ๆ ล้าน ๆ ครั้ง

สามารถยืดไปถึงจุดนั้นได้หรือเปล่า อันนี้คือจุดที่เราต้องมอง ไม่ใช่ว่าเราไป Fixed จุดสูง แล้วเราก็ยิ่งตัดหนังที่เหนือจากจุดนั้นขึ้นไปอีก ก็จะยิ่งตาเหลือก ตาปรือกันไปใหญ่ อันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่ผิดนะครับ

ส่วนการที่จะเย็บกับกล้ามเนื้อได้กี่จุด 2, 3, 4, 5 จุด ขึ้นอยู่กับเคสว่า ส่วนใหญ่จะมักจะเน้นแถวตรงกลาง ๆ ตา เพื่อให้มันเกิดชั้น แต่ว่าถ้าชั้นตรงหัวตาหย่อนด้วย หรือชั้นตรงหางตาหย่อนด้วย ก็จะต้องเย็บปิดจุดมากขึ้น และตําแหน่งที่เย็บ แพทย์แต่ละท่านก็ไม่เหมือนกันนะครับ บางคนเย็บ 3 จุด คือหัวตา กลางตาเป๊ะ และหางตา แต่ว่าจุดเนี่ย ส่วนใหญ่ก็แล้วแต่หมอจะไม่เย็บตรงกลางตาเป๊ะ ๆ มันจะดูเป็นเต็นท์ หรือเป็นสามเหลี่ยมมากเกินไป

อาจจะค่อนมาทางหัวตาสักนิดหนึ่ง และเลยกลางตาอีกสักนิดหนึ่ง อันนี้เป็นจุดหลัก ส่วนหัวตากับหางตาก็จะดูเป็นเคส ๆ ไปว่าจะต้องเย็บกันแค่ไหน และความตึงไม่เท่ากันนะครับ ตรงกลางตา หัวตา หางตาเนี่ย ความตึงของกล้ามเนื้อที่จะมายึด แรงตึงที่เราประเมินก็ไม่เท่ากัน

เลือกหมอทำตาที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ในการทําตา มีจุดที่ต้องพิจารณาเยอะมาก ไม่ใช่ว่าคุณหมอจบใหม่ไปดูงานมา 3 วัน 7 วัน แล้วก็กลับมาทำ และบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทํามาเป็นพันเป็นหมื่นเคส มันเป็นไปไม่ได้ กว่าคุณหมอจะจบเฉพาะทางก็อายุ 32 ปี อันนี้เรียนไม่ได้ตกด้วยนะครับ ผ่านทุกปี ตอนนี้คนที่จะทําตาได้ดีจะมีคุณหมออยู่ 2 กลุ่ม ก็คืออาจจะเป็นหมอทางศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างอย่างหมอ หรือว่าถ้าเป็นคุณหมอตา อย่างน้อยก็ควรจะต้องเป็นคุณหมอตาที่เป็น Oculoplastics หรือผ่านการเทรนที่เป็น Subboard จากจักษุแพทย์แล้ว เป็นหมอ Oculoplastics ซึ่งเขาจะต้องไปเทรนอีก แล้วแต่หลักสูตรนะครับ

ควรจะเช็กในแพทย์สภาด้วยว่าเขาเป็นหมอเฉพาะทางแล้วจริง ๆ หรือยัง ถ้าเป็นหมอทั่วไปหรือหมอท่านอื่นที่มาทําตรงนี้ อาจจะมีความไม่ชํานาญ หรือว่าความไม่คุ้นเคยกับเนื้อเยื่อตรงนี้อยู่ ซึ่งมันบาง แต่ละชั้นมันบางมาก เลยไปนิดเดียวก็ขาดแล้ว เพราะฉะนั้นการทําตาจะต้องมีความพอดี น้อยไป ตึงไป มากไป มันไม่ดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นยากเหมือนกัน และการพิจารณาหรือว่ารสนิยมของแพทย์ก็ต่างกัน Taste หรือว่าการมอง การอะไรอย่างนี้มันก็สําคัญ เพราะฉะนั้นก็จะต้องพิจารณาด้วย เวลาไปคุยกับแพทย์ เราก็จะรู้ว่า เวลาเราคุยความต้องการคุณหมอเขาพิจารณา หรือว่าตีโจทย์ปัญหาเรากลับมาได้ถูกไหม และไปเช็กด้วยว่าคุณหมอเป็นแพทย์เฉพาะทางทางไหน เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจกัน แก้กันได้

สมมติหมอเจอคนไข้ หมอคิดว่าหมอจะแก้ให้อย่างนี้ แต่คนไข้ไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วไม่ได้ตามความคาดหวังของคนไข้คนนั้นจริง ๆ คุณหมอก็อาจจะต้องบอกว่าคุณหมออาจจะทําให้ตามที่หวังไม่ได้ ก็จะต้องบอกกันตรง ๆ เหมือนกันนะครับ

รับชมคลิป เจาะลึก ทำตาสองชั้น ฉบับสมบูรณ์ ควรรู้ก่อนคิดทำตาบน

ใครอยากปรึกษามีปัญหาคาใจ ทุกคำถาม..เรามีคำตอบ ส่งรูปประเมินส่วนตัวมาได้ ตามลิงก์ด้านล่าง หมอจะประเมินให้เองทุกคน